จะสร้างสรรค์ไหม ถ้าลูกมัวแต่วาดตามแบบ

มีผู้ปกครองท่านหนึ่งของน้องๆชาวโกลเบิล อาร์ต ถามว่า “น้องจะมีความคิดสร้างสรรค์ไหม ถ้ามัวแต่วาดรูปตามแบบ” วันนี้ครูตุลย์คนเก่งของเรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า ลูกเรียนอยู่ชั้นประถม 1 ชอบวาดรูปตามแบบในหนังสือ แบบนี้ลูกจะมีความคิดสร้างสรรค์ไหมคะ แล้วถ้าอยากให้ลูกหัดวาดตามแบบ เราจะสอนลูกว่าอย่างไรดี ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

จริงๆแล้วความคิดสร้างสรรค์นั้น คือการมีทักษะในการแก้ปัญหา การคิดดัดแปลง ต่อยอด และสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมาใหม่จากโจทย์ที่มีอยู่ ตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อนโทรศัพท์ถูกออกแบบให้มีรูปร่างและขนาดใหญ่โต เทอะทะ มีสายพันกันนัวเนียแต่นักคิดเก่งๆในแต่ละยุคก็ได้ประยุกต์ ออกแบบดัดแปลง และต่อยอดความคิดเหล่านั้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่เหมาะสมกับรูปแบบการ ดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันมากขึ้น กลายเป็นต้นกำเนิดของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ แถมยังมีน้ำหนักเบา และพกพาออกไปไหนได้ ไม่มีสายเกะกะรุงรังอีกต่อไป

เปรียบเทียบในโลกของศิลปะก็เช่นเดียวกัน ความคิดสร้างสรรค์ก็คือการหาทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ที่มีอยู่ ขึ้นกับว่าเด็กๆจะเลือกตอบโจทย์เหล่านั้นหรือต่อยอดความคิดในลักษณะใด เช่น โจทย์บอกว่าให้น้องๆวาดรูปแอ๊ปเปิ้ล 1 ลูกลงบนกระดาษ เด็กคนที่หนึ่งวาดลูกแอ๊ปเปิ้ล 1 ลูกวางอยู่บนจานซึ่งวางอยู่บนโต๊ะอาหาร แต่เด็กอีกคนอาจจะวาดแอ๊ปเปิ้ลที่มีแขนมีขา วิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนๆชาวผลไม้อยู่ในสนามหลังบ้านก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนจากการวาดตามแบบก่อน เพื่อจะเข้าใจถึงความแตกต่างของรูปร่าง รูปทรงของวัตถุที่ตัวเองต้องการวาด แล้วจึงค่อยๆพัฒนา ดัดแปลงได้ตามใจต้องการ ดังนั้นการที่คุณแม่ให้น้องฝึกวาดภาพจากต้นแบบ คือ จุดเริ่มต้นสำคัญที่จะเป็นรากฐานไปสู่ความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง นี่เป็นวิธีการฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆอย่างง่ายและสามารถนำไป ต่อยอดได้ดีที่สุด

ส่วนจะเริ่มต้นอย่างไรนั้น ขั้นแรกน้องๆต้องทำความเข้าใจว่าวัตถุต่างๆเกิดขึ้นจากรูปร่างและรูปทรง เรขาคณิตมาประกอบกัน เช่น หน้าตาของเจ้าแมวน้อยตัวหนึ่ง มีรูปทรงเหมือนอะไร ใช่แล้ว วงกลมนั่นเอง ทีนี้ก็เลือกวางตำแหน่งของตัวละครลงไปบนภาพได้เลย ตอนนี้เราก็มีโครงร่างของเจ้าแมวน้อยแล้ว จากนั้นให้น้องๆลองเติมรายละเอียดอื่นๆลงไปโดยอิงจากแบบก็ได้ ในกรณีที่ผู้ปกครองไม่อยากให้น้องๆยึดติดกับต้นแบบมากเกินไป ก็ลองให้น้องๆเริ่มหัดคิดต่อยอดไปอีก โดยตั้งคำถามเพื่อเป็นแนวทางให้เด็กๆคิดต่อยอดเอง เช่น

“แล้วเจ้าแมวของหนูใส่เสื้อได้ไหม”
“ ได้สิครับ แมวน้อยใส่เสื้อสีฟ้ากับกางเกงขาสั้นสีเขียว”
“มันกำลังทำอะไรอยู่หรอ”
“ เจ้าเหมียวกำลังเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆในสนามหญ้าหน้าบ้านครับ”
“หรอครับ แล้วหนูคิดว่ามันมีความรู้สึกอย่างไรเอ่ย”
“ มันสนุกมากๆเลยครับ”

คำถามเหล่านี้จะฝึกให้เด็กรู้จักการคิดต่อยอด และจินตนาการเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเป็น “เอกลักษณ์”ในตัวเด็กออกมาเพื่อนำไปสู่การมีความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย เพราะการที่น้องคิดว่าจะวาดแมวกำลังวิ่งเล่น แต่ต้นแบบเป็นแค่แมวกำลังนอนหลับ น้องจะต้องดัดแปลงให้แมวของตัวเองกำลังก้าวขาเพื่อจะวิ่งนั่นเอง หรือเราอาจจะลองอีกวีธีอื่นก็ได้ เช่น ให้น้องวาดรูปตามแบบจนชำนาญ แล้วให้ลองอธิบายองค์ประกอบเด่นๆของแมวออกมาทีละข้อ เช่น แมวมีหางยาว มีหนวด มีตากลมโต แล้วก็มีเล็บแหลมๆเล็กๆด้วย คราวนี้ก็ให้เค้าหัดวาดโดยไม่มีต้นแบบ และใช้จินตนาการอย่างเต็มที่แต่ยังอิงจากองค์ประกอบหลักหลายๆข้อที่เค้า อธิบายข้างต้น ในช่วงแรกน้องๆอาจจะวาดออกมาไม่เหมือนแมวมากนักแต่เราก็จะยังเห็นเค้าโครง ของแมวอยู่ เช่น หนวด ตา ปาก เล็บแหลมๆ แต่พอน้องๆเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น คุณแม่อาจจะให้น้องๆลองแต่งเรื่องสั้นๆขึ้นมาซักเรื่องแล้วให้เค้าวาดเรื่อง ราวนั้นออกมาเป็นรูปภาพและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ต้องสร้างความเข้าใจว่าศิลปะสำหรับเด็กนั้น ไม่ได้สำคัญว่าผลงานน้องจะออกมาสวยหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าน้องๆได้ฝึกฝนทักษะการคิดและจินตนาการ หัดลองผิดลองถูกได้มากน้อยแค่ไหน แล้วค่อยๆซึมซับทักษะต่างๆไปทีละนิด อย่ารีบร้อนมากเกินไป เพราะถ้าเราสามารถทำให้เด็กๆรักศิลปะได้แล้ว ทักษะทางศิลปะก็จะพัฒนาไปตามวัยได้เอง

ครูตุลย์ตอบคำถาม