เรามีเวลาเหลือน้อยลงทุกที

จากการตั้งข้อสังเกตของผมเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกหลานของผู้ใหญ่ในยุคสมัยปัจจุบัน ทำให้ผมอยากที่จะแบ่งปันประสบการณ์เหล่านั้นหลังจากใช้เวลาทำความเข้าใจมา สักระยะหนึ่ง โดยหวังว่ามันอาจจะสะกิดให้ผู้ใหญ่อย่างเราฉุกคิดอะไรบางอย่างที่บ่อยครั้ง ถูกมองข้ามไปขึ้นมาได้

“เรามีเวลาเหลือน้อยลงทุกที”

เป็นคำพูดที่ผมมีโอกาสบอกกับคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนที่มีโอกาสสนทนากัน หลายท่านพยักหน้าเข้าใจว่าคงหมายถึง อายุของแต่ละคนที่จะเหลือน้อยลงทุกทีบนโลกใบนี้ แต่เปล่าเลยครับ ผมหมายถึง “เวลาที่เราจะอยู่กับลูกๆ จนเค้าผ่านพ้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของสังคม ได้นั้นเหลือน้อยลงทุกทีตามยุคสมัย….”

ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ เพราะทุกวันนี้ผมรู้สึกว่า เด็กในยุคนี้เป็นวัยรุ่นกันเร็ว ในยุคก่อนๆ กว่าจะเรียกว่าวัยรุ่นได้เต็มปากก็ล่วงไปยี่สิบต้นๆ แล้ว แต่มาในสมัยนี้ เรียกว่าขึ้นม.ต้น อายุแค่ 13-14 ปี ก็เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ผมกำลังหมายความลึกลงไปว่า เด็กจะเป็นตัวของตัวเองเร็วขึ้น โอกาสที่จะเชื่อฟังคำอบรมสั่งสอนของเราก็เหลือน้อยลง เหมือน “เวลาของเราเหลือน้อยเต็มทีที่จะป้อนความคิดดีๆ ความรู้ต่างๆ ให้กับเด็กเพื่อให้อยู่ในร่องในรอย อยู่ในทำนองคลองธรรม” และนั่นคือแต้มรองของพ่อแม่ในยุคนี้เมื่อเทียบกับยุคก่อน…

อย่างที่ทราบกันดีว่าในแต่ละวัน ผู้ใหญ่จะมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆ น้อยลงไปมาก ถ้าเทียบกับในสมัยก่อน ถามว่าน้อยลงเพราะอะไร ก็เป็นเพราะพ่อแม่มัวแต่ทำงานหาเงินจนไม่มีเวลาให้ลูก หรือไม่ว่าจะเป็นการเดินทางจากบ้านและโรงเรียนที่แย่งเวลาของครอบครัวไป สองประเด็นนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเราทุกคนต่างคุ้นเคยกันดีและเข้าใจในความ เป็นไป แต่ 2 สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ การที่นับวันเด็กๆจะใช้เวลาอยู่กับสื่อมากจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตร ประจำวันของเค้า เช่น โทรทัศน์ การ์ตูน เกมส์คอมพิวเตอร์หรือแม้แต่สังคมออนไลน์ทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่นการแชทไปจนถึงการติดตามเฟซบุ๊คที่ต้องใช้เวลามากและต่อเนื่อง ยาวนานและอีกสิ่งหนึ่งคือการเรียน เรียน และ เรียน ด้วยการแข่งขันที่บีบคั้นทำให้เด็กๆในสมัยนี้ต้องเรียนเพื่อแข่งขันกับคน อื่น

สองประเด็นหลังนี้กลายเป็นต้นกำเนิดของ “บ้านหลังที่สาม” หรือ Third Place ของเด็กๆ เพราะนอกจากบ้านและโรงเรียนแล้ว พ่อแม่หลายคนเต็มใจที่จะให้ลูกหลานได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังที่สามซึ่งจะยิ่ง บั่นทอนเวลาที่เด็กๆจะได้ใกล้ชิดกับผู้ปกครองมากขึ้นไปอีก

ลองคิดดูเล่นๆว่า ลูกหลานของเราเรียนหนังสือที่โรงเรียนทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น ต่อด้วยการเรียนพิเศษจนค่ำ จากนั้นเสาร์ อาทิตย์ก็ยังต้องเรียนเสริม พอกลับบ้านก็ขลุกอยู่กับสื่อต่างๆที่ดึงให้เค้าถูกตัดขาดจากคนในครอบครัวโดย ไม่รู้ตัว เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว พ่อแม่จะเอาเวลาที่ไหนมาร่วมกันขีดเส้น ทำร่องรอย และช่วยกันขุดคลอง เพื่อเป็นทางน้ำในการดำเนินนาวาชีวิตของเด็กในทางที่ดีตาม “ทำนองคลองธรรม”

สำหรับผมแล้วทำนองคลองธรรมสำคัญยิ่ง เพราะถ้าจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง หรือ อยากให้ลูกเป็นคนดี

ผมขอเลือกการปลูกฝังเด็กให้เป็นคนดีเพราะผมเชื่อว่าถ้าสามารถเป็นคนดีได้แล้ว วันข้างหน้าก็จะเป็นคนเก่งได้ไม่ยาก

และถึงเวลาหรือยังที่ผู้ใหญ่อย่างเราจะหันมาใส่ใจที่จะใช้เวลากับบุตร หลานให้มากขึ้นกว่านี้ ด้วยตระหนักว่า “เวลาของเราเหลือน้อยลงทุกทีและเราไม่ควรจะปล่อยให้มันผ่านไป จนรู้สึกตัวอีกทีเมื่อทุกอย่างแก้ไขไม่ได้แล้ว”

โดย คุณณณัฏฐ์ เขมโสภต