ความ(อาจจะ)เข้าใจผิดของยุคสมัย

จากการได้เข้าไปใช้เวลากับศูนย์สอนศิลปะ และพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับพ่อแม่ ผู้ปกครองและเด็กๆ ผมพบเห็นสิ่งหนึ่งที่เป็นผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตซึ่งเปลี่ยนให้ คนไทยกลายเป็นคนเมืองอย่างเต็มตัว คือ ลูกหลานของเรากำลังเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเร่งรีบและบีบคั้นให้ทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน

ขณะนี้ถ้าเรามองดูโดยรวมเด็กไทยมีโอกาสเป็น “โรค” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ใหญ่นั่นเองที่หยิบยื่นให้เด็กๆถึงมือ ไม่ว่าจะเป็นโรคสมาธิสั้น โรคไฮเปอร์ ดาวน์ซินโดรม หรือโรคปัญหาสุขภาพก็มากมีทั้งโรคอ้วน โรคภูมิแพ้ สารพัดสารพัน

ครั้งหนึ่งผมตั้งข้อสังเกตจากคำถามที่ผมได้ยินจากพี่สาวว่า

   “ทำไมลูกกรรมกรก่อสร้างไม่เห็นเป็นโรคนั่นโรคนี่กันเลย หรือเป็นเพราะเราเลี้ยงดีเกินไป”

เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ชวนให้คิด

พ่อแม่หลายท่านให้ลูกดูวีดีโอตั้งแต่เล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอนพยัญชนะ ศัพท์ การคำนวณต่างๆ เด็กเล็กดูไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร ให้ฟังกรอกหูไปก่อน ซักพักก็คงจำได้เอง แต่หารู้ไม่ว่า ภาพและเสียงที่เคลื่อนไหวเหล่านั้นเป็นบ่อเกิดของอาการสมาธิสั้น เพราะสื่อเคลื่อนไหวหลายตัวไปกำหนดความเร็วในการรับรู้ซึ่งทำให้เด็กถูกสอน ให้ตื่นตัวตลอดเวลา และที่สำคัญคือสิ่งเร้าเหล่านี้บั่นทอนเวลาที่จะทำให้เด็กได้หัดคิด ได้ตั้งคำถาม พูดคุยกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นตัวสร้างปฏิสัมพันธ์และเพิ่มพูนความผูกพันกับพ่อแม่มากขึ้น

บางท่านสรรหาอาหารดีๆ ขนมอร่อยๆ ให้ลูกทาน ซึ่งอันที่จริงขนมอร่อยๆสมัยนี้ก็ซ่อนความหวานลึกของน้ำตาลในปริมาณที่มาก จนส่งผลต่อสมองเด็ก เช่นอาจจะทำให้เด็กตื่นตัวตลอดเวลา ไอติมดีๆที่ให้กินกันนอกจากน้ำตาลแล้วไขมันปริมาณที่มากทำให้เด็กอ้วนและมี โอกาสเกิดโรคอื่นๆได้ง่าย

หรือแม้แต่การส่งลูกเรียนเสริมวิชาต่างๆ ทั้งหลังเลิกเรียนในวันธรรมดา และในวันเสาร์อาทิตย์จนเด็กไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง เพราะทุกอย่าง พ่อแม่วางแผนมาให้หมดแล้ว ตัวเองมีหน้าที่บริโภคข้อมูลทางเดียวเลยไม่มีโอกาสตอบสนองข้อมูลเหล่านั้น ส่งผลให้เด็กอาจจะมีมุมมองที่แคบและมองข้ามสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กบางคนถึงขนาดมีภาวะเก็บกดจากภาวะพักผ่อนไม่เพียงพอ ทั้งนี้พ่อแม่อาจจะคิดว่ากำลังนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ แต่อาจยังไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเด็กมีความชอบในสิ่งเหล่านั้นหรือไม่

เกิดอะไรกับเด็กยุคนี้

เรากำลังใช้เวลากับลูกมากขึ้นแต่เป็นการให้ “ปริมาณ” มากกว่า “คุณภาพ” หรือไม่

พ่อแม่ยุคนี้ดูเสมือนจะมีเวลาให้กับเด็กมากกว่ายุคสมัยก่อน แต่กลับกลายเป็นผู้ให้ในบทบาทของ “ทาสรับใช้” คือสารถีในการขับไปรับส่งโรงเรียน หรือคนรับใช้ในการเตรียมอาหารเช้าให้กับเด็กๆเพื่อทานในรถหรือการพาเด็กๆไป กินอาหารดีๆในเย็นวันเสาร์และอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นฟาสฟู้ดราคาแพงที่มีโซเดียมมากเกินไป หรือไอติมหลากหลายรสที่มีน้ำตาลสูงเอาการอยู่

คุณอาจจะเคยสังเกตว่า บทสนทนาหลังเลิกเรียนวันธรรมดาหรือในวันเสาร์อาทิตย์ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง ของปากท้องว่าจะกินอะไรกันดี จะไปกินที่ไหน จะไปต่อด้วยอะไร เสร็จแล้วกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้าของคุณพ่อคุณแม่ที่คิดว่าได้ให้เวลา กับลูกมากพอแล้ว ส่วนคุณลูกก็ปลีกตัวไปดูการ์ตูน เล่นเกมและอินเทอร์เน็ตเพื่อปลดปล่อยความเครียดหรือความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เช่นกัน

บทสนทนาเกี่ยวกับความคิดลูก สอบถามความคืบหน้าว่า วันนี้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง เจออะไรมา กับเพื่อนคนนั้นนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง ดูจะมีบ้าง แต่น่าจะเป็นหัวข้อที่รองจากเรื่องอาหารการกิน ทำให้การแลกเปลี่ยนทางความคิดระหว่างคุณพ่อ คุณแม่และตัวเด็กดูจะน้อยลงไปทุกที ขณะเดียวกันบทสนทนาเหล่านั้นดูจะออกไปในลักษณะของการเจรจาต่อรองเสียมากกว่า แต่บางท่านก็เข้าใจว่าเป็นเพราะ เด็กมันฉลาด แต่หารู้ไม่การเจรจาลักษณะนี้อาจมาจากการเลียนแบบจากสื่อที่เด็กเองก็ไม่รู้ ถูกรู้ผิด รู้แต่เพียงว่าผู้ใหญ่เขาทำกันเลยลองทำดูบ้าง

บ่อยครั้งเราจะเห็นว่าเหตุการณ์ “พ่อแม่รังแกฉัน” ยังคงเกิดขึ้นอยู่ในทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ในปัจจุบันจะดูรุนแรงแต่แนบเนียนกว่า และดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นมีเหตุผลชอบธรรมมากกว่า ในแง่ที่ว่า เรากำลังนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกหลาน โดยคำนึงถึง “รูปแบบ” มากกว่า “ความรู้สึก” ที่เข้าใจเด็กอย่างแท้จริง ทำให้เราลืมไปว่า เด็กๆเหล่านั้นกำลังขาด “ภูมิต้านทาน” ที่จะเสริมสร้างให้เค้าเติบโตมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า

เรากำลังให้สิ่งที่ดีจริงๆหรือ ทำไมบ่อยครั้งที่พ่อแม่ที่อยู่กับเด็กมากกว่าครูที่โรงเรียน ซึ่งได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับเด็กเพียงอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมงกลับพบว่า เด็กกำลังเป็นสมาธิสั้น มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ หรือเป็นเด็กพิเศษ

สิ่งเหล่านี้เองที่เป็น “ต้นเหตุ” ของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สร้างสรรค์ของสังคมในปัจจุบัน เป็น “รูปแบบ” ที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เด็กดำเนินชีวิตในแบบที่ต้องการ เป็น “โรค” ซึ่งผู้ปกครองหยิบยื่นให้แก่ลูกหลานและตัวเด็กเองก็ต้องยินยอมรับไปโดย ปฏิเสธไม่ได้

ผมว่าเรากำลังเกิดความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างในยุคสมัยนี้เสียแล้วครับ

โดย คุณณณัฏฐ์ เขมโสภต